เข้าสู่ระบบ

สถิติ

1139644
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่ผ่านมา
เดือนนี้
เมื่อเดือนที่แล้ว
ทุกวัน
22
271
293
1136205
9001
10968
1139644
Your IP: 54.167.230.68
Server Time: 2018-06-25 02:59:20

มี 3 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

ประวัติเทศกาลทิ้งกระจาดไทยทาน

พิธีทิ้งกระจาดไทยทานกระจาด คือ สิ่งของที่ถวายพระ สำหรับสามัญชนแล้ว ก็คือ ของให้ทานนั่นเอง พิธีทิ้งกระจาดนี้ ชาวญวนและชาวจีน ถือเอาเป็นพิธีประกอบเมตตาธรรม ให้เหล่าวิญญาณที่ถูกคุมขังอยู่ในเมืองนรก ทีไร้อิสรภาพไม่สามารถไปไหนได้ และต้องอดอยากหิวโหย จะได้รับการนิรโทษกรรมชั่วคราว ให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกไปเที่ยว เยี่ยมเยือนบุตรหลาน ญาติมิตร วิญญาณเหล่านั้น ต่างเฝ้ารอคอยและมีความยินดีปรีดากันทั่วหน้า

 ฉะนั้น การทำบุญทิ้งกระจาด ซึ่งสืบต่อมาจนทุกวันนี้ จึงมีการให้ทานทั้งผี (อสูรกาย) และคน ที่ให้ผีก็มีอาหาร ซึ่งไปตั้งเซ่นและเสื้อผ้าเงินทอง (กระดาษเงิน กระดาษทอง) และของใช้(ที่ทำจากกระดาษ) เอาไปเผา ส่วนที่ให้คน ก็เป็นอาหารเจ เช่น ข้าวสาร เป็นต้น และของใช้ต่างๆ 

พิธีทิ้งกระจาด นิยมทำกันในเทศกาลกินเจและพิธีกงเต๊ก พิธีทิ้งกระจาด จะมีการจัดรูปขนาดใหญ่เรียกว่า "องค์เตื๊อง" หรือ "ไต่ซือเอี๊ยะ" ซึ่งบนศีรษะมีรูปเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์แบ่งภาคมาจุติ เพื่อทำหน้าที่ดูแลมิให้พวกปีศาจแย่งชิงเครื่องเซ่น
ซึ่งงานทิ้งกระจาดของทางมหายาน (ฝ่ายอนัมนิกาย) จัดขึ้นช่วงสิงกาคม-กันยายน ในทุกปีในงาน โดยในงานประจำปีนอกจากพิธีทิ้งกระจาดแล้ว ยังมีการมอบทุนการศึกษา ทุนอาหารกลางวัน ข้าวสาร ให้กับ โรงเรียนในท้องถิ่นและใกล้เคียงมาตลอดทุกปี

 

ความเป็นมาของการทิ้งกระจาด 
พิธีทิ้งกระจาด เป็นพิธีกรรมจีนอย่างหนึ่งที่นิยมจัดขึ้นในเทศกาลต่างๆ ของชาวจีน หรือเรียกกันว่า ซิโกว แปลว่าการให้ทานแก่วิญญาณไร้ญาติ เป็นพิธีกรรมของจีนที่มีที่มาจากพระพุทธศาสนา จากพระสูตร ในพระไตรปิฏก มหายาน ชื่อเปรตมุข-อัคนีชวาลยศรการ-นาม-ธารณีสูตร ได้กล่าวว่า ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จประทับแสดงพระธรรมเทศนา ณ นิโครธารามวิหาร เมืองกบิลพัสดุ์ พระอานนท์เถระเจ้า พุทธอนุชาได้หลีกออกไปเข้าญาณสมาบัติ อยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ ขณะที่พระอานนท์บำเพ็ญญาณปริเวทธรรมอยู่นั้น ได้มีอสูรกายตนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า บอกชื่อว่า อัคนีชวาลมุขเปรต หรือเอี่ยมเข้า รูปร่างสูงใหญ่หน้าเขียว แสยะเขี้ยว ตามตัวมีแต่หนังหุ้มกระดูก ลำคอเล็กเท่ารูเข็ม มีเปลวไฟโชติช่วงออกจากปากเป็นนิจ ได้กล่าวกับพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ เราได้รับความทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัสเพราะความหิวกระหาย จะกินก็ไม่ได้แต่ทุกขเวทนาเหลือหลาย ท่านผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า อุดมด้วยความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ขอพระเถระท่านอุทิศสิ่งอุปโภคบริโภคเป็นไทยทานแก่ฝูงเปรตด้วยเถิด ถ้าท่านไม่กระทำในกาลอีก ๓ วัน ก็จะถึงซึ่งแก่มรณะ ว่าแล้วอสูรกายตนนั้นก็หายไป พระอานนท์เกิดความสะดุ้งกลัว เข้าเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลให้ทรงทราบแลขอพระพุทธองค์ เป็นที่พึ่งพระพุทธองค์ 
             พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า ในอดีตเมื่อพระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ในนั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสเทศนาถึงพิธีโยคเปรตพลี เพื่อโปรดเหล่าเปรตและสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้น อัคนีชวาลมุขเปรตตนนั้นคือ พระอวโลกิตเตศวรโพธิสัตว์ (พระกวนอิม) ผู้มีปณิธานที่จะโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ ได้นิรมิตกายมาเพื่อเป็นอุบายให้พระพุทธองค์แสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับพิธี โยคเปรตพลีอุทิศแก่พระอานนท์ เพื่อโปรดสัตว์ไตรภูมิเป็นปฐม และพิธีนี้ได้เป็นแนวทางปฏิบัติของนิกายมนตรยาน เพื่อแสดงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระโพธิสัตว์ต่อเหล่า สัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อมีการแปลพระสูตรเป็นภาษาจีน พิธีนี้จึงมีการถ่ายทอดสืบเนื่องต่อมา 
             ต่อมาเมื่อหลังราชวงศ์ถังพิธีนี้จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายออกไป จนเป็นที่นิยมของประชาชนมีการประกอบพิธีทั่วไปในประเทศจีน ทั้งในงานศพ ในงานวันเกิด ในเทศกาลสารทจีนเดือน ๗ และในเทศกาลอื่น แม้แต่ในศาสนาเต๋าก็รับแนวคิดนี้จากพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังเป็นประเพณีนิยมในประเทศที่รับพระพุทธศาสนาจากจีน เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลี ก็ได้รับความนิยมด้วย ในส่วนของประชาชนจีนทั่วไป เมื่อถึงวันที่กำหนดก็จะจัดมณฑลพิธีและนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดพระพุทธมนต์อุทิศ แก่วิญญาณ ส่วนชาวจีนที่อยู่ตามถิ่นห่างไกล นิมนต์พระสงฆ์ลำบากก็จะจัดเพียงเครื่องบูชาเซ่นไหว้ด้วยอาหารแก่วิญญาณเร่ ร่อนและบรรพบุรุษแทน จนทุกวันนี้ 
ด้วยชาวจีนเชื่อว่า ช่วงกลางเดือน ๗ ของจีน ( ตรงกับเดือน ๙ ของไทย) ไปจนถึงสิ้นเดือน เป็นช่วงที่ประตูยมโลกเปิด จึงเหมาะแก่การทำบุญทำทานให้แก่บรรดาผีไม่มีญาติ และในการนี้จำต้องสร้างหุ่นยมบาลไว้คอยคุมดูแลบรรดาผีที่นอกรีตนอกรอยมา หลอกหลอนผู้คน หรือไม่ยอมกลับนรกภูมิ
ทิ้งกระจาด ประเพณีของชาวจีนในการทำบุญให้แก่บรรดาภูติผีไม่มีญาติ ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นข้าวของที่ทิ้งหาได้ตกแก่ภูติผีฝ่ายเดียว หากเป็นของบรรดาผู้ยากจนที่ไปคอยรับทานอย่างหนาแน่นทุกปี 

 

พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องในการทิ้งกระจาด 
พิธีเปรตพลีโยคกรรม 
พิธีเปรตพลีโยคกรรม (หยู่แคเอี่ยมเข้า) หรือปั้งเอี่ยมเข้า นี้ เป็นพิธีทางพระพุทธศาสนานิกายมนตรยาน ซึ่งเรียกพิธีกรรมในนิกายว่าโยคกรรม ในการประกอบพิธีจะต้องจัดมณฑลพิธีและที่บูชาเป็น 3 ส่วนคือ 
1. บูชาพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานพร้อมด้วย เหล่าพระโพธิสัตว์และพระธรรมบาล 
2.บูชามหาโพธิสัตว์ (ไต่สือเอี้ย) นิยมทำรูปพระมหาโพธิสัตว์ด้วยกระดาษมีขนาดใหญ่มากบางแห่งสูงเท่าตึกสามชั้น พระมหาโพธิสัตว์หรือไต่สือเอี้ย คือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือพระกวนอิมโพธิสัตว์ที่แบ่งภาคลงมาปรากฏกาย ต่อพระอานนท์ ณ นิโครธารามวิหาร เมืองกบิลพัสดุ์ ตามเรื่องในพระสูตรจากพระไตรปิฎกจีน 
3.บูชาวิญญาณผู้ล่วงลับ เป็นที่เซ่นไหว้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ ทั้งที่มีญาติและไร้ญาติซึ่งบุตรหลาน ญาติมิตรหรือประชาชนทั่วไปมาวางเครื่องเซ่นไหว้อุทิศให้ 
             พิธีเริ่มจากพระสงฆ์อัญเชิญพระรัตนตรัยเป็นประธาน มีพระศากยมุนีพุทธเจ้า พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระอานนท์เถรเจ้า เป็นอาทิ จากนั้นพระสงฆ์จะเดินไปสวดพระพุทธมนต์ยังที่บูชาพระมหาโพธิสัตว์ และที่บูชาวิญญาณผู้ล่วงลับตามลำดับ จากนั้นพระภิกษุผู้เป็นประธานสงฆ์ เป็นผู้ประกอบพิธีเรียกว่า พระวัชรธราจารย์ หรือกิมกังเสี่ยงซือ จะ ขึ้นสู่อาสน์ประธานมณฑลพิธีเพื่อเริ่มประกอบพิธี โดยพระวัชรธราจารย์จะเป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์ประกอบพิธีโปรดสรรพสัตว์ พระวัชรธราจารย์จะสวมไวโรจนมาลาและมีพุทธชญานมงกุฏที่ด้านหน้า หมายถึงพระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยพระพุทธบารมี แห่งองค์พระชินเจ้าทั้งห้า คือพระไวโรจนพุทธเจ้า, พระอักโษภยพุทธเจ้า, พระรัตนสัมภวพุทธเจ้า, พระอมิตาภพุทธเจ้า, พระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า, ทั้งห้าพระองค์ 
             การประกอบพิธีจะแบ่งเป็นสองภาคคือ ส่วนแรกประกอบพิธีถวายพุทธบูชา และส่วนที่สองเป็นพิธีโปรดสัตว์ เริ่มด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ ชำระมณฑลพิธีให้บริสุทธิ์ด้วยพลังแห่งพระสัทธรรม ระหว่างประกอบพิธีพระวัชรธราจารย์จะใช้วัชรฆัณฏา คือ กระดิ่งวัชระ วัชรศาสตราและวัชรคธา คือเครื่องหมายรูปวัชระหรือสายฟ้าเป็นตัวแทนพระธรรม ซึ่งประดุจธรรมาวุธของพระโพธิสัตว์ ที่ใช้ในการปราบมาร คือกิเลสทั้งหลาย ให้หมดสิ้นไปจากเหล่าสัตว์โลก และประกอบพิธีถวายเครื่องพุทธบูชาทั้ง ๖ อันได้แก่ ปุษปะคือดอกไม้ ธูปะคือเครื่องหอม อาโลกะคือประทีปโคมไฟ สุคนธะคือน้ำหอม ไนเวทยะคือเครื่องบูชาพลีกรรม และศัพทะคือเสียงดนตรีประโคม เป็นเครื่องบูชาแด่พระรัตนตรัย และอัญเชิญพระมหากรุณาบารมีแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ มาเป็นธรรมพละเพื่อใช้ในการโปรดสัตว์ ส่วนที่สองพิธีโปรดสัตว์นั้นจะเริ่มอัญเชิญพระกษิติครรภโพธิสัตว์ผู้ทรงมหา ปณิธานในการโปรดสัตว์นรก พระยายมราชทั้ง ๑๐ ขุม และดวงวิญญาณ ทั้งหลายในภูมิทั้งหก คือเทพ, อสูร, มนุษย์, สัตว์เดรฉาน, เปรต, สัตว์นรก และรวมทั้งเหล่าพาหิรลัทธิ ให้มาชุมนุมเพื่อรับฟังพระสัทธรรม จากนั้นจึงอัญเชิญพระบารมีแห่งอดีตพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ คือ ๑. พระรัตนชัยตถาคต ๒. พระอภยังกรตถาคต ๓. พระวิปุลกายตถาคต ๔. พระสุรูปกายตถาคต ๕. พระประภูตรัตนตถาคต ๖. พระอมิตาภตถาคต ๗. พระโลกวีสตีรนเตชอีศวรประภาตถาคต ทั้งเจ็ดพระองค์ และประกอบมุทราคือการทำมือเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ และการเพ่งจิตยังสัตว์โลกทั้ง ๖ ในไตรภูมิ ที่ทนทุกข์ทรมานให้ยึดพระสัทธรรมเป็นดุจมหาธรรมนาวา ช่วยขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกขเวทนา ระหว่างพิธีพระสงฆ์จะโปรยข้าวสาร ทิพยวารี และขนม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระธรรม และกุศลบุญ อันเป็นอาหารที่จะเหล่าวิญญาณหิวโหยต้องการ สุดท้ายพระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ส่งวิญญาณของเหล่าสรรพสัตว์ไปยังสุขาวดี และอุทิศผลานิสงส์ในการประกอบพิธีให้แก่ผู้บำเพ็ญทาน และผู้ร่วมพิธีโดยทั่วกัน ระหว่างการประกอบพิธี หรือหลังการประกอบพิธี ทางเจ้าภาพมักจัดอาหารหรือเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อแจกเป็นทานแก่ประชาชน ที่ยากไร้ ในการแจกอาหารเครื่องใช้เหล่านี้ มักนิยมแจกจำนวนมากตามกำลังของเจ้าภาพ แต่ส่วนใหญ่มักจะทำกันจำนวนมากๆ ทุกปี 

 

พิธีลอยกระทง 
พิธีลอยกระทงเป็นพิธีที่จัดขึ้นก่อนการประกอบพิธีเปรตพลีโยคกรรม โปรดวิญญาณผู้ที่ล่วงลับ พิธีลอยกระทงจัดขึ้นเพื่อเป็นการอุทิศผลกุศลทานให้แก่ดวงวิญญาณในทางน้ำ ในสมัยโบราณชาวจีนเราเชื่อกันว่าสายน้ำจะเป็นทางเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณได้ ดังนี้ก่อนการจะพิธีโยคะเพื่อโปรดวิญญาณ จึงมีการอธิษฐานจิตบอกกล่าวแก่สรรพสัตว์ทั้งปวงให้มีรับส่วนกุศลในพิธีโยคะ ในวันถัดมา 
ในประเทศจีนมักมีการลอยกระทงในช่วงเดือนเจ็ด เพราะเชื่อกันว่าเป็นเดือนแห่งวิญญาณจึงมีการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำ เพื่อเป็นไฟนำทางแก่วิญญาณเร่ร่อน ในกระทงจะจุดโคมและมีอาหารบรรจุเพื่อเป็นทานแก่ดวงวิญญาณ พิธีลอยกระทงที่จัดในเทศกาลสารทจีน และเทศกาลกินเจจึงเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อประกอบการบำเพ็ญกุศลเป็นทานแก่ วิญญาณที่สิงสถิตย์อยู่ในแหล่งน้ำ 

 

พิธีปล่อยชีวิตสัตว์ 
พิธีปล่อยชีวิตสัตว์เป็นพิธีที่ชาวพุทธฝ่ายมหายาน นิยมกระทำประกอบงานกุศลอยู่เสมอด้วยพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายาน ถือกันว่าชีวิตทุกชีวิตมีค่าเสมอกัน ชีวิตของสรรพสัตว์ทุกชีวิตไม่ว่าจะเกิดในภูมิมนุษย์หรือสัตว์เดรฉาน ย่อมต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารทั้งสิ้น การเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ก็ตามย่อมเป็นไปตามกรรมที่เราก่อไว้ แม้เราไม่อาจฝืน แต่เราก็สามารถสร้างกรรมใหม่ได้ด้วยตัวเราเอง การดำรงชีวิตโดยไม่เบียดเบียนจึงเป็นทางที่ประเสริฐที่สุด พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเน้นหนักให้ ผู้บำเพ็ญงดจากการนำเนื้อผู้อื่นมาบริโภค เพราะการฆ่าเป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาต สัตว์ต่างๆ ครั้งหนึ่งก็คือมนุษย์ที่รับกรรมไปเกิดเป็นสัตว์การบริโภคเนื้อผู้อื่นจึง เป็นการก่อเวรไม่สิ้นสุด พิธีปล่อยชีวิตสัตว์จึงเป็นการสั่งสมกรุณาจิตให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น 

 

พิธีทิ้งกระจาดไทยทาน
กระจาดคือ สิ่งของที่ถวายพระ สำหรับสามัญชนแล้ว ก็คือ ของให้ทานนั่นเอง พิธีทิ้งกระจาดนี้ ชาวญวนและชาวจีน ถือเอาเป็นพิธีประกอบเมตตาธรรม ให้เหล่าวิญญาณที่ถูกคุมขังอยู่ในเมืองนรก ทีไร้อิสรภาพไม่สามารถไปไหนได้ และต้องอดอยากหิวโหย จะได้รับการนิรโทษกรรมชั่วคราว ให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกไปเที่ยว เยี่ยมเยือนบุตรหลาน ญาติมิตร วิญญาณเหล่านั้น ต่างเฝ้ารอคอยและมีความยินดีปรีดากันทั่วหน้า

ฉะนั้น การทำบุญทิ้งกระจาด ซึ่งสืบต่อมาจนทุกวันนี้ จึงมีการให้ทานทั้งผี (อสูรกาย) และคน ที่ให้ผีก็มีอาหาร ซึ่งไปตั้งเซ่นและเสื้อผ้าเงินทอง (กระดาษเงิน กระดาษทอง) และของใช้(ที่ทำจากกระดาษ) เอาไปเผา ส่วนที่ให้คน ก็เป็นอาหารเจ เช่น ข้าวสาร เป็นต้น และของใช้ต่างๆ 
พิธีทิ้งกระจาด นิยมทำกันในเทศกาลกินเจและพิธีกงเต๊ก พิธีทิ้งกระจาด จะมีการจัดรูปขนาดใหญ่เรียกว่า "องค์เตื๊อง" หรือ "ไต่ซือเอี๊ยะ" ซึ่งบนศีรษะมีรูปเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์แบ่งภาคมาจุติ เพื่อทำหน้าที่ดูแลมิให้พวกปีศาจแย่งชิง