เข้าสู่ระบบ

สถิติ

1314380
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่ผ่านมา
เดือนนี้
เมื่อเดือนที่แล้ว
ทุกวัน
457
400
2457
1308772
9497
16459
1314380
Your IP: 34.204.194.190
Server Time: 2019-09-19 17:55:30

มี 101 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 
คำชี้แจง ของ  พ.อ.ปิ่น  มุทุกันต์ ๒๕๐๙
วัดอนัมนิกายในประเทศไทย
 
       คำว่า “อนัม” เป็นเชื้อชาติของมนุษย์เผ่าหนึ่ง  กึ่งกลางระหว่างไทยกับจีน  เป็นคนใจแข็ง ทรหดอดทน  และกล้าทำแม้ในสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าไม่น่าจะทำได้  ภาษาชาวบ้านเรียกคนเชื้อชาตินี้ว่า  “ญวน”  ซึ่งเป็นคำชินหูสำหรับบุคคลทุกชั้น  โดยที่เราเริ่มคุ้นกับคำนี้ตั้งแต่เกิดมีญวนอพยพเข้าไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ญวนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของตน  เรามาชินกับคำว่า  ญวนมากขึ้นอีก  เมื่อชาวพุทธในประเทศญวนต่อสู้กับรัฐบาลของตนเองเพื่อสิทธิทางศาสนา  เมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี้ตั้งแต่นั้นมาคำว่า  ญวน  ญวน  ญวน  ก็ปลุกประสาทของพวกเราอยู่ทุกวันทุกคืน  จากข่าวสารการเมือง  เนื่องจากการรบราฆ่าฟันกันเองของญวนในประเทศของเขา  คนญวนนี่เองที่ประชาชนชาวอีสานร้องเรียกว่า “แกว”  ซึ่งเป็นคำร้องเรียกด้วย  ความนับถือเท่าๆกับคำว่า  อนัม และญวน  ส่วนประเทศถิ่นฐานของญวนเรียกอย่างภาษาราชการว่า เวียดนาม  
       คณะสงฆ์ฝ่ายอาจาริยวาท  ในประเทศไทยเรามีอยู่สองแบบ  คือ แบบญวนกับแบบจีน  เราจึงยกให้เป็นสองนิกาย  คือพระสงฆ์ที่ปฏิบัติอาจาริยวาทแบบญวน เรียกว่า อนัมนิกาย  พระสงฆ์ที่ปฏิบัติอาจาริยวาทแบบจีน เรียกว่า  จีนนิกาย  หมายความว่า  คำว่าอนัมนิกายก็ดี  คำว่าจีนนิกายก็ดี  เป็นชื่อลัทธิ  มิได้เจาะจงว่าผู้นั้นเป็นคนจีน หรือคนญวน  หามิได้  ไม่ว่าคนญวนหรือคนไทย  ถ้าไปบวชในลัทธิจีนนิกายผู้นั้นก็ถูกเรียกว่าพระจีน  ซึ่งคามจริงเป็นคนไทยคนญวน  คนลาวคนเขมรก็มี  โดยทำนองเดียวกัน  ถ้าคนจีนคนไทยคนลาวคนเขมร  หรือแม้แต่คนฝรั่งไปบวชในลัทธิอาจริยวาทแบบญวน  เราก็เรียกว่า  พระญวน หรือพระอนัมนิกาย  ข้อนี้ท่านจะเห็นได้ว่า  คำว่าไทย  จีน  ญวน  ได้ถูกนำออกมาใช้นอกเหนือจากความหมายที่รู้จักกันทั่วไป  และความจริงในปัจจุบันนี้  วัดของทุกนิกายก็มีพระเชื้อชาติต่างๆ ปะปนกันแทบทั้งนั้น  ในวัดไทยก็มีทั้งเชื้อชาติจีนญวนลาวเขมร  ในวัดญวนก็มีทั้งพระเชื้อชาติจีนไทยลาวเขมร  และในวัดจีนก็มีทั้งพระเชื้อชาติเขมรลาวไทยและญวน
       วันนี้ข้าพเจ้าตั้งใจจะพูดเป็นเชิงแนะนำท่านผู้อ่าน  ให้รู้จักวัดอนัมนิกายในประเทศไทย  หรือนัยหนึ่งก็คือวัดญวนนั่นเอง  เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความเข้าใจโดยถูกต้องต่อวัดประเภทนี้และส่งเริมความรู้รอบตัวของผู้ใคร่ที่จะศึกษา
       วัดญวนได้แก่วัดที่พุทธศาสนิกชน  ซึ่งอาจมีทั้งคนไทย  จีน  และญวน  สร้างอุทิศถวายไว้ในพระพุทธศาสนา  ให้เป็นที่พำนักของกุลบุตร  ซึ่งมีศรัทธาอุปสมบทในลัทธิอาจาริยวาทแบบญวน  ผู้บวชนั้นจะเป็นคนเชื้อชาติอะไรไม่สำคัญ  ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว  การศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดญวน  น่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงคนญวนในประเทศไทยตั้งแต่สมัยที่มีการเริ่มสร้างวัดญวนขึ้น
       ตามประวัติศาสตร์  คนต่างชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในราชอาณาจักรไทยได้เข้ามาด้วยเหตุต่างๆ กัน  ส่วนมากมาเพื่อการค้า  รองลงมาก็ได้แก่พวกที่มาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีมาเผยแพร่ลัทธิศาสนา  และมาเพื่อการศึกษาค้นคว้า  นี่พูดถึงการมาของพวกแรกๆ แห่งชนชาตินั้นๆ  แต่มูลเหตุแห่งการมาของพี่น้องชาวญวน  รู้สึกว่าผิดแผกแตกต่างจากชาติอื่น  คือเป็นการเข้ามาเพื่อพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  หรือหนีร้อนมาพึ่งเย็น  จะยกตัวอ่างการมาของชาวญวนพวกแรกๆ เช่น
       พวกที่ ๑ มาเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๑๙ หนีกบฏเมืองเว้เข้ามา องเชียงซุนเป็นหัวหน้า 
       พวกที่ ๒ มาเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๒๕ เป็นการหนีกบฏอีก องเชียงสือเป็นหัวหน้า
       พวกที่ ๓ มาเพื่อ พุทธศักราช ๒๓๗๗ เป็นการหนีการบีบคั้น ทางศาสนาเข้ามา
       พวกที่ ๔ มาเพื่อ พุทธศักราช ๒๓๘๓ หนีโรคระบาดเข้ามา
       เหตุการณ์ทั้งนี้  เกิดขึ้นในระหว่างรัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี และรัชกาลที่ ๑ – ๒ -  ๓ แห่งพระราชวงศ์จักรีของเรา  ทุกครั้งแสดงว่าเป็นการหนีร้อนมาพึ่งเย็น  และเป็นที่น่าสังเกตอย่างว่า  ราชอาณาจักรภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยได้เป็นดินแดนอันร่มเย็นที่สุดในโลก  ตั้งแต่โบราณกาลมา
       เมื่อมีคนญวนเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทย  ทีแรกๆ ก็ตั้งบ้านเรือนอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน  เช่น ตำบลพาหุรัด  ตำบลสามเสน  และตำบลคอกกระบือ  พระนคร  และจังหวัดจันทบุรี  กับที่จังหวัดกาญจนบุรี  แต่ต่อมาก็ได้มีการโยกย้ายที่อยู่อาศัยสับสนปนเปกับคนไทยทั่วๆ ไป  อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  แต่หมู่บ้านที่พวกคนญวนอาศัยอยู่ตอนแรกๆ ที่ยังคงเรียกชื่อว่าบ้านญวนอยู่ก็มี  อีกสักครู่จะพูดถึงเรื่องนี้
       ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องวัดญวนต่อไป  ขอพูดถึงอัธยาศัยของคนไทยเกี่ยวกับวัดวาอารามแทรกไว้ตรงนี้สักนิดหน่อย  ท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจเจตนารมณ์ของการสร้างวัดในเมืองไทยคนไทยเรานี้เป็นชนชาติที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  แม้ว่าพี่น้องชาวไทยบางคนนับถือศาสนาอื่น  แต่อัธยาศัยซึ่งเกิดจากสิ่งแวดล้อมคือพระพุทธศาสนาก็ยังมีอยู่  นั่นคืออัธยาศัยในการอ่อนน้อมถ่อมตัว  ซึ่งเมื่อสรุปแล้ว  ก็คือคนไทยเป็นชนชาติที่มีน้ำใจ  ไม่ใช่คนใจจืดใจดำ  และในขณะเดียวกันก็เป็นคนประเภทใจนักเลง  คือเท่าไรเท่ากัน  ดังนั้นเมื่อพี่น้องชาวพุทธญวนเข้ามาในอาศัยอยู่ในประเทศไทย  คนไทย  ญวน  จีน  ก็ได้ร่วมกันทำบุญสุนทานและจำศีลภาวนาด้วยกัน  เหมือนกับที่เราปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้  ครั้นอยู่ๆ มาได้ทราบว่าพระญวนมีลัทธิพิธีบางอย่างของสงฆ์ผิดเพี้ยนไปอีกอย่างหนึ่ง  ไม่เหมือนอย่างไทยอย่างจีน  จึงได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้น  สำหรับพระที่ปฏิบัติลัทธิอย่างญวนจะได้อยู่อาศัยเป็นสัดส่วน  ที่สร้างนั้นไม่ใช่ชาวพุทธญวนสร้างเองโดยตลอด  แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจของชาวพุทธทั้งหมดในยุคนั้นๆ  และก็ไม่ใช่เจาะจงสร้างให้คนญวน หรือพระที่มีเชื้อชาติญวนเท่านั้น  แต่หากสร้างขึ้นเพื่อให้คนที่บวชแบบลัทธินิกายญวนได้อยู่อาศัยบำเพ็ญสมณธรรม  จะเป็นคนไทย  จีน  ลาว  เขมร  ฝรั่ง  แขก  ก็ไม่ว่า  แม้ที่ชาวพุทธทุกชาติมาร่วมกันสร้างวัดไทยไว้ก็เหมือนกัน  ก็เป็นการสร้างเพื่ออุทิศถวายพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา  ซึ่งจาริกมาจากจาตุรทิศ  ไม่ว่าคนเชื้อชาติใดหากอุปสมบทแบบเถรวาทอย่างไทย  ก็อาจเข้าพำนักในวัดไทยดั้งนั้น  ส่วนที่เราเรียกว่าวัดจีน  ญวน  ไทย นั้น  หากจะพูดให้เต็มศัพท์เต็มแสงก็ต้องพูดว่าวัดสำหรับพระสงฆ์แบบจีน  วัดสำหรับพระสงฆ์แบบญวน  วัดสำหรับพระสงฆ์แบบไทย  นี่คือเจตนารมณ์ในการสร้างวัดในเมืองไทย  
       ตามจดหมายเหตุฝ่ายอนัมนิกาย  ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เชื่อถือได้บันทึกไว้ว่า
       ในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี  มีการสร้างวัดอนัมนิกาย  ๒ วัด  คือ
       ๑. วัดทิพย์วารีวิหาร (กามโล่ตื่อ) หลังกองตำรวจจราจร พระนคร
       ๒. วัดมงคลสมาคม (โห่ยคั่นตื่อ) หลังวังบูรพาภิรมย์ พระนคร (ต่อมาย้ายไปอยู่เยาวราช)
       ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีการสร้างวัดอนัมนิกาย ๒ วัด คือ
       ๑. วัดอุภัยราชบำรุง (ครั้นเยิงตื่อ)  ตลาดน้อย   สามแยก  พระนคร
       ๒. วัดอนัมนิกายาราม (กว๋างเพื๊อกตื่อ)  บางโพ  ดุสิต  พระนคร
       ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีการสร้างวัดอนัมนิกาย ๒วัด คือ
       ๑. วัดถาวรวราราม (ครั้นถ่อตื่อ)  เมืองกาญจนบุรี
       ๒. วัดสมณานัมบริหาร (เกี๋ยงเพื๊อกตื่อ) เรียกกันว่าวัดญวนสะพานขาว ริมคลองผดุง
       ต่อมายังได้มีการสร้างวัดขึ้นในที่ต่างๆ อีก ๗ แห่ง  (รวมที่พักสงฆ์ด้วย) เช่น วัดกุศลสมาคร ตำบลสัมพันธวงศ์  วัดชัยภูมิการาม  วัดโลกานุเคราะห์  วัดบำเพ็ญจีนพรต  สามวัดนี้อยู่ตำบลจักรวรรดิ และวัดถาวรวราราม  อยู่หาดใหญ่  สงขลา  การสร้างวัดเหล่านี้ท่านเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายยืนยันไว้ในประวัติอนัมนิกายว่า  ได้มีพวกพ่อค้าทั้งชาวจีน ชาวญวน ช่วยกันสร้างขึ้น  ปัจจุบันนี้มีวัดอนัมนิกายอยู่ทั่วประเทศ ๑๐ แห่ง  มีพระ ๑๐๓  รูป  ทั้งที่เป็นคนเชื้อชาติญวน  จีน และไทย  รวมความว่าวัดอนัมนิกายก็มีกำเนิดเกิดมาจากศรัทธาสามัคคีของชาวพุทธทุกเชื้อชาติ  และด้วยเจตนาอันเป็นสังฆทานดังกล่าวแล้ว
       ยังมีข้อน่าฉงนอยู่อีกอย่างหนึ่ง  คือเรื่องชื่อวัดที่เอาคำบอกเชื้อชาติของคนมาเป็นชื่อ เช่น ที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดญวนสะพานขาวบ้าง  วัดญวนตลาดน้อยบ้าง  ดูเป็นที่ว่าวัดนั้นเป็นวัดของคนเชื้อชาตินั้น  เรื่องนี้ข้าพเจ้าแก้มาแล้วในตอนแรก คือชาวบ้านเราร้องเรียกเพื่อหมายรู้ว่า  วัดนั้นเป็นวัดสำหรับพระที่บวชตามลัทธินิกายอย่างญวนเท่านั้นเอง  อันที่จริงเรื่องชื่อนี้คนไทยเราไม่ค่อยหวง  ข้าพเจ้าได้พูดแล้วว่าคนไทยมีอัธยาศัยอ่อนน้อมถ่อมตัว  ซึ่งหมายความว่า  เต็มใจที่จะยกชื่อเสียงและเกียรติให้แก่ผู้อื่น  ชื่ออย่างนี้จึงมีมากในเมืองไทยเรา  เช่น สะพานยมราช  ถนนปฏิพัทธ  บ้านแขก  บ้านญวน  วัดสามจีน  บ้านทะวาย  ในโรงพยาบาลก็เอาชื่อคนไปเป็นชื่อตึก  ในวัดก็เอาชื่อคนไปเป็นชื่อกุฏิ  พวกเราไม่รู้สึกอะไรที่จะยกชื่อเสียงให้ท่านผู้นั้น  แต่ก็เป็นอันรู้กันว่า  สถานที่นั้นๆ  ไม่ใช่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านเจ้าของชื่อ  ไม่เคยมีที่ผู้รับมรดกของท่านเหล่านั้นจะเรียกร้องท้วงติงเอาคืนไปรวมเป็นกองมรดก  เพราะอ้างเหตุสักว่าชื่อของสถานที่เป็นชื่อคนนั้นคนนี้
       ทางด้านพระสงฆ์อนัมนิกายในประเทศไทย  ปรากฏตามตำนานว่า  พระสงฆ์รูปแรกของนิกายนี้ได้อุปสมบทมาจากประเทศญวน จะมีจำนวนกี่รูปไม่ปรากฏ แต่คงไม่เกิน ๒–๓ รูป ต่อมาท่านได้ให้อุปสมบทกุลบุตรขึ้นในประเทศไทยนี้เอง แม้ท่านพระครูคณานัมสมณาจารย์ (ฮึง) และท่านพระครูคณานัมสมณาจารย์ (เหยี่ยวกร่าม)  ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายญวน  ในยุคต่อมาก็อุปสมบทในประเทศไทยนี้เอง  การคณะสงฆ์อนัมนิกายในประเทศญวนกับประเทศไทยได้ขาดจากกันโดยเด็ดขาด  ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ แล้ว กระทั่งทุกวันนี้  ก็ไม่มีการติดต่อสั่งการอย่างใดแก่กันเลย  แม้จารีตประเพณีของสงฆ์อนัมนิกายในไทยก็ได้วิวัฒนาการมาในลักษณะกลมกลืนกับสงฆ์ไทย  มากกว่าที่จะเห็นว่าคล้อยไปตามสงฆ์ญวนในประเทศญวน
       ในประเทศไทยเรา  ทางราชการได้ให้ความอุ้มชูคณะสงฆ์อนัมนิกาย โดยถือว่าเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา  และเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสงฆ์ในประเทศไทยหรืออิงอยู่กับคณะสงฆ์ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทั้งที่ยกเลิกแล้ว และยังใช้ในปัจจุบัน ใช้คำว่า “คณะสงฆ์” หมายถึงคณะสงฆ์ฝ่ายอาจาริยวาททั้งจีนทั้งญวน ในการปกครองสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระเถระรูปหนึ่งในฝ่ายอนัมนิกายเป็นเจ้าคณะใหญ่ ปกครองดูแลพระสงฆ์อนัมนิกายทั้งปวง ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยทุกประการ
       สรุปว่า วัดพระพุทธศาสนาที่เราเรียกว่าวัดญวน  หรือวัดอนัมนิกายก็คือวัดที่พุทธศาสนิกชนทุกชาติทุกภาษาช่วยกันสร้างขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนา  สำหรับผู้มีศรัทธาอุปสมบทในลัทธินิกายแบบญวน  จะได้พำนักบำเพ็ญสมณธรรม  และเป็นส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักรไทย  ภายใต้การคุ้มครองแห่งกฎหมายไทยทุกประการ